Feature

Silent Protagonist ตัวละครใบ้เพิ่มความอินให้เกม หรือเป็นระบบล้าหลังไปแล้ว

Silent Protagonist หรือตัวละครใบ้ อยู่คู่วงการเกมมานานตั้งแต่ปี 1980 จนถึงปัจจุบัน แต่ด้วยเทคโนโลยีการสร้างเกมที่ล้ำมากขึ้น และภาพกราฟิกสมจริง กลายเป็นหนึ่งในองค์ประกอบสำคัญของวิดีโอเกม สังคมเกมจึงมีการตั้งคำถามโลกแตก ที่ยังหาคำตอบชัดเจนไม่ได้มาโดยตลอดว่า Silent Protagonist ยังมีความจำเป็นต่อเกมยุคนี้หรือไม่ ? และมันเป็นระบบที่เสริมความอิน หรือทำลายความสมจริงกันแน่ ?

Silent Protagonist ความเงียบที่ชนะใจเกมเมอร์

แม้ไม่มีประวัติความเป็นมาของ Silent Protagonist อย่างชัดเจน แต่มีความเป็นไปได้ว่าเทรนด์ตัวละครแนวดังกล่าว เริ่มมีการจุดกระแสโดยอิทธิพลจากตัวละคร Mario ใน Super Mario Bros. หนึ่งในเกมคลาสสิกตลอดกาลของ Nintendo

นอกจากนี้ เกมแนว RPG จากยุค 1980 เกือบทุกเกม ตัวละครเอกที่เราเล่นเองก็เป็น Silent Protagonist ไม่สามารถพูดได้ แต่จะสื่อสารกับ NPC ผ่านรูปแบบตัวอักษร แล้วมีการอัปเกรด เริ่มมีการสื่อสารผ่านท่าทาง ใบหน้า และการส่งเสียงร้องที่ไม่ชัดเจนแทน

สาเหตุที่เกมสมัยก่อนใช้วิธีนำเสนอตัวละครเอกเป็น Silent Protagonist ก็มีหลายปัจจัยด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นปัญหาด้านงบประมาณการสร้างเกมที่มีจำกัด ไม่มีเงินพอจ้างนักพากย์ หรือรักษาเวลาในการพัฒนาเกม แต่คาดว่าสาเหตุหลักที่ตัวละครเอกเป็นใบ้ในเกมยุคอดีต ก็คือ “ข้อกำจัดทางเทคโนโลยีหลายอย่าง” ที่ยังไม่เอื้อให้ทีมพัฒนาสามารถใส่เสียงพากย์จริง ๆ ลงในเกมได้

แม้เข้าสู่ยุคเกมคอนโซลเจเนอเรชันที่ 5 (PlayStation, Nintendo 64, SEGA Saturn) ซึ่งมีพลังฮาร์ดแวร์ กับเทคโนโลยีที่เปิดทางให้ผู้พัฒนาใส่เสียงพากย์ในเกมได้แล้ว แต่อีกหลายเกมก็ยังคงใช้ตัวละครเอก Silent Protagonist ต่อไป เพื่อรักษาแนวทางของการเล่าเรื่องไว้

Silent Protagonist ช่วยส่งเสริมความอินในเกมยุคแรก

Silent Protagonist มักพบเห็นในเกมแนว Visual Novel, เกมแอ็กชัน-ผจญภัย ทั้งมุมมองบุคคลที่ 1 กับ 3 และเกม RPG แต่เกมเมอร์หลายคน ไม่ปฏิเสธว่าตัวละครใบ้เหมาะสมสำหรับเกมแนว RPG Open-World ที่สุดแล้ว

หากอ้างอิงจากเกมเมอร์หลายคน สาเหตุที่ Silent Protagonist ใช้ได้ผลกับเกมแนว RPG Open-World (โดยเฉพาะเกมที่มีระบบสร้างตัวละครของตัวเอง) เพราะมันเสริมอรรถรสในการเล่นเกมได้ดีขึ้น เหมือนเรากำลังหลุดเข้าไปในโลกวิดีโอเกมของจริง ๆ ไม่ได้สวมบทบาทเป็นใครคนใดคนหนึ่ง

นอกจากนี้ เกม Open-World RPG ส่วนใหญ่ มักมีตัวเลือกคำตอบที่ค่อนข้างหลากหลายพอสมควร ยกตัวอย่างชัดเจนที่สุดคือ Fallout: New Vegas เกม RPG ของ Obsidian Entertainment ที่มีกระแสตอบรับดีในด้านการเขียนบท

แม้ตัวละครเอกใน New Vegas เป็นใบ้ แต่ด้วยบทสนทนาตอบกลับที่มีตัวเลือกมากมาย ตั้งแต่การตอบกลับแบบคนทั่วไป, ขู่แบบสุภาพ, ประชดประชัน หรือแม้การพูดจารุนแรง ทำให้เราสามารถเลือกได้ว่าอยากเป็นคนแบบไหนในโลกเกม อยากปฏิบัติตัวอย่างไรในโลกแฟนตาซี ซึ่งมันก็ก่อให้เกิดความรู้สึก “อิน” ระหว่างการเล่นเกม และไม่ต้องมาคอยกังวลว่า การเลือกตอบที่ไม่เหมาะสมนั้น จะทำให้คาแรกเตอร์ที่เราเล่นได้หลุดจากพฤติกรรมดั้งเดิมหรือไม่

นอกจากนี้ แม้ไม่ใช่เกมแนว RPG ก็ยังมีตัวละครใบ้อีกมากมายที่โด่งดังในวงการเกม ไม่ว่าจะเป็น Gordon Freeman จาก Half-Life, Claude จาก Grand Theft Auto III, Chell จาก Portal, Link จาก The Legend of Zelda และคาแรคเตอร์อื่น ๆ อีกมากมาย ซึ่งพวกเขาล้วนมีชื่อเสียง เพราะตัวละครดังกล่าวมีเอกลักษณ์เท่ ๆ ตรงที่เป็น “ใบ้” ไม่ยอมพูดคุยกับใคร ให้การกระทำของเราแสดงให้ NPC เห็นเอง

Silent Protagonist ระบบที่ควรเลิกใช้กับเกมสมัยใหม่ที่ดูสมจริง ?

แน่นอน ด้วยเทคโนโลยีที่พัฒนาไปไกลมากขึ้น ก็ย่อมทำให้เครื่องมือการสร้างเกม และฮาร์ดแวร์เกมคอนโซลมีความทรงพลังกว่าเดิม จนทำเกมยุคปัจจุบัน มีภาพกราฟิก และแอนิเมชันการเคลื่อนไหวที่สมจริง จนคนทั่วไปอาจไม่สามารถแยกได้ระหว่างภาพจากเกม หรือภาพจากรูปถ่ายจริง ๆ กันแน่

ด้วยขีดกำจัดการสร้างเกมที่สูงมากขึ้น การใส่เสียงพากย์ลงวิดีโอเกมจึงไม่ใช่สิ่งที่ “เป็นไปไม่ได้” อีกต่อไป ทำให้นับตั้งแต่ปี 2005 เป็นต้นมา ในสังคมเกมมักเปิดวงสนทนาอย่างต่อเนื่องในหัวข้อว่า “Silent Protagonist เป็นระบบที่ล้าหลังไปแล้วหรือไม่”

มีเกมเมอร์จำนวนไม่น้อย วิจารณ์ว่า Silent Protagonist เป็นระบบที่ล้าสมัย เพราะด้วยภาพกราฟิกที่สมจริงมากขึ้น การออกแบบให้ตัวละครเอกเป็นใบ้ จึงเป็นการทำลายความอินของเกม แล้วทำให้ฉากการสนทนาระหว่าง 2 คน มีบรรยากาศที่แปลกประหลาด เหมือน NPC กำลังสื่อสารกับเราผ่านทางจิต

นอกจากนี้ มีกรณีตัวอย่างให้เห็นหลายเกมแล้วว่า Silent Protagonist ไม่ได้เข้ากับทุกเกมเสมอไป ยกตัวอย่างจากประสบการณ์ส่วนตัวคือ Genshin Impact เกม RPG Open-World ของ HoYoverse ที่ตัวละครเอก (มีชื่อ Canon ว่า Aether/Lumine) เป็นใบ้ในเนื้อเรื่องกับเควสต์เสริมประมาณ 95% ของฉาก โดยบทสนทนาแบบมีเสียงพากย์จะอยู่ในหน้าต่าง “เรื่องราวของตัวละคร” ทั้งหมด

ส่วนตัวคิดว่า Aether/Lumine ไม่เหมาะสำหรับ Silent Protagonist เพราะ…

  1. ตัวละครมีชื่อ ลักษณะนิสัย และการดีไซน์คาแรคเตอร์ที่ตายตัวอยู่แล้ว
  2. ตัวละครหลักมีจุดมุ่งหมายในการผจญภัยชัดเจน ก็คือเดินทางเพื่อตามหาพี่น้องที่ถูกพลัดพรากจากไป ไม่ใช่เป็นการเดินทางที่ “ผู้เล่น” เป็นผู้ตัดสินใจเลือกเอง
  3. ตัวเลือกบทสนทนาขาดความหลากหลาย แม้จะมีตัวเลือกให้ตอบ 2-4 ข้อ แต่การดำเนินเรื่องยังเป็นเส้นตรงเหมือนเดิม

ด้วยเหตุผลที่กล่าวมาทั้งหมด จึงมีความคิดเห็นว่าตัวละครเอก Genshin Impact ควรมีเสียงพากย์ในเนื้อเรื่อง เพราะเชื่อว่าจะทำให้เกมเมอร์อินไปกับเนื้อหาเกมได้มากกว่าการทำให้ตัวละครเป็นใบ้

แต่ก็มีบางเกม ที่เปลี่ยนตัวละครเอกจาก Silent Protagonist มาเป็น Full-Voice ก็ไม่ได้ผลเช่นกัน ซึ่งเกมนั้นก็คือ Fallout 4 ที่แม้มีกระแสตอบรับดีเยี่ยม แต่ก็โดนวิจารณ์ในด้านการตัดบทสนทนาให้มีตัวเลือกตอบน้อยลง

จากเดิมที่ Fallout มีตัวเลือกให้ตอบ “อย่างต่ำสุด” คือ 4 ข้อ ในเกมภาคนี้ ถูกจำกัดเลยว่ามีตัวเลือกให้ตอบสูงสุดเพียง 4 ข้อเท่านั้น แม้ทีมพัฒนาเกม Bethesda ไม่เคยบอกว่าทำไมจึงลดตัวเลือกให้ตอบเหลือ 4 ข้อ แต่เกมเมอร์หลายคนสันนิษฐานเชื่อว่า เพราะตัวละครเอกใช้เสียงพากย์แบบ Full-Voice จึงจำเป็นต้องลดปริมาณการเขียนบทสคริปต์ลง เพื่อรักษางบประมาณ และประหยัดเวลาในการพัฒนาเกม

ซึ่งดูเหมือนว่า Fallout 4 อาจจะเป็นเกมหลักภาคสุดท้ายที่ Bethesda จะออกแบบตัวละครเอกโดยมีเสียงพากย์ เพราะล่าสุด Todd Howard ผู้กำกับเกม ออกมายืนยันแล้วว่าตัวละครเอก Starfield จะเป็น Silent Protagonist หรือเป็นใบ้เหมือนเดิม ซึ่งการเผยข้อมูลดังกล่าว ก็มีกระแสตอบรับจากแฟน ๆ ที่แตกต่างกันไป โดยบางส่วนคิดว่าเป็นแนวทางที่เหมาะสมแล้ว บางส่วนก็คิดว่าเป็นฟีเจอร์ล้าสมัย ทำลายความสมจริงเช่นกัน

Silent Protagonist เป็นประเด็นที่มีการพูดคุยสนทนาในสังคมเกมมานานมากแล้ว และแน่นอน ความคิดเห็นของทั้งสองฝ่ายก็มีความสมเหตุสมผลเหมือนกัน เพราะส่วนตัวคิดว่าระบบดังกล่าว ถ้าหากใช้ผิดเกมหรือใช้ไม่เหมาะสม มันจะเป็นการทำลายประสบการณ์ความสมจริงแทนที่จะส่งเสริมให้เราอินไปกับเกมมากขึ้น แต่เนื่องจาก Silent Protagonist ยังใช้ได้ผลดีกับเกมหลายแนวได้จริง จึงเชื่อว่าเทรนด์ตัวละครใบ้จะไม่ให้ไปในเร็ว ๆ นี้อย่างแน่นอน

Tags: Silent Protagonist


ข้อมูลมากกว่านี้

Silent Protagonist ตัวละครใบ้เพิ่มความอินให้เกม หรือเป็นระบบล้าหลังไปแล้ว

Silent Protagonist หรือตัวละครใบ้ อยู่คู่วงการเกมมานานตั้งแต่ปี 1980 จนถึงปัจจุบัน แต่ด้วยเทคโนโลยีการสร้างเกมที่ล้ำมากขึ้น และภาพกราฟิกสมจริง กลายเป็นหนึ่งในองค์ประกอบสำคัญของวิดีโอเกม สังคมเกมจึงมีการตั้งคำถามโลกแตก ที่ยังหาคำตอบชัดเจนไม่ได้มาโดยตลอดว่า Silent Protagonist ยังมีความจำเป็นต่อเกมยุคนี้หรือไม่ ? และมันเป็นระบบที่เสริมความอิน หรือทำลายความสมจริงกันแน่ ?
Silent Protagonist ความเงียบที่ชนะใจเกมเมอร์

แม้ไม่มีประวัติความเป็นมาของ Silent Protagonist อย่างชัดเจน แต่มีความเป็นไปได้ว่าเทรนด์ตัวละครแนวดังกล่าว เริ่มมีการจุดกระแสโดยอิทธิพลจากตัวละคร Mario ใน Super Mario Bros. หนึ่งในเกมคลาสสิกตลอดกาลของ Nintendo
นอกจากนี้ เกมแนว RPG จากยุค 1980 เกือบทุกเกม ตัวละครเอกที่เราเล่นเองก็เป็น Silent Protagonist ไม่สามารถพูดได้ แต่จะสื่อสารกับ NPC ผ่านรูปแบบตัวอักษร แล้วมีการอัปเกรด เริ่มมีการสื่อสารผ่านท่าทาง ใบหน้า และการส่งเสียงร้องที่ไม่ชัดเจนแทน

สาเหตุที่เกมสมัยก่อนใช้วิธีนำเสนอตัวละครเอกเป็น Silent Protagonist ก็มีหลายปัจจัยด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นปัญหาด้านงบประมาณการสร้างเกมที่มีจำกัด ไม่มีเงินพอจ้างนักพากย์ หรือรักษาเวลาในการพัฒนาเกม แต่คาดว่าสาเหตุหลักที่ตัวละครเอกเป็นใบ้ในเกมยุคอดีต ก็คือ “ข้อกำจัดทางเทคโนโลยีหลายอย่าง” ที่ยังไม่เอื้อให้ทีมพัฒนาสามารถใส่เสียงพากย์จริง ๆ ลงในเกมได้
แม้เข้าสู่ยุคเกมคอนโซลเจเนอเรชันที่ 5 (PlayStation, Nintendo 64, SEGA Saturn) ซึ่งมีพลังฮาร์ดแวร์ กับเทคโนโลยีที่เปิดทางให้ผู้พัฒนาใส่เสียงพากย์ในเกมได้แล้ว แต่อีกหลายเกมก็ยังคงใช้ตัวละครเอก Silent Protagonist ต่อไป เพื่อรักษาแนวทางของการเล่าเรื่องไว้
Silent Protagonist ช่วยส่งเสริมความอินในเกมยุคแรก

Silent Protagonist มักพบเห็นในเกมแนว Visual Novel, เกมแอ็กชัน-ผจญภัย ทั้งมุมมองบุคคลที่ 1 กับ 3 และเกม RPG แต่เกมเมอร์หลายคน ไม่ปฏิเสธว่าตัวละครใบ้เหมาะสมสำหรับเกมแนว RPG Open-World ที่สุดแล้ว
หากอ้างอิงจากเกมเมอร์หลายคน สาเหตุที่ Silent Protagonist ใช้ได้ผลกับเกมแนว RPG Open-World (โดยเฉพาะเกมที่มีระบบสร้างตัวละครของตัวเอง) เพราะมันเสริมอรรถรสในการเล่นเกมได้ดีขึ้น เหมือนเรากำลังหลุดเข้าไปในโลกวิดีโอเกมของจริง ๆ ไม่ได้สวมบทบาทเป็นใครคนใดคนหนึ่ง

นอกจากนี้ เกม Open-World RPG ส่วนใหญ่ มักมีตัวเลือกคำตอบที่ค่อนข้างหลากหลายพอสมควร ยกตัวอย่างชัดเจนที่สุดคือ Fallout: New Vegas เกม RPG ของ Obsidian Entertainment ที่มีกระแสตอบรับดีในด้านการเขียนบท
แม้ตัวละครเอกใน New Vegas เป็นใบ้ แต่ด้วยบทสนทนาตอบกลับที่มีตัวเลือกมากมาย ตั้งแต่การตอบกลับแบบคนทั่วไป, ขู่แบบสุภาพ, ประชดประชัน หรือแม้การพูดจารุนแรง ทำให้เราสามารถเลือกได้ว่าอยากเป็นคนแบบไหนในโลกเกม อยากปฏิบัติตัวอย่างไรในโลกแฟนตาซี ซึ่งมันก็ก่อให้เกิดความรู้สึก “อิน” ระหว่างการเล่นเกม และไม่ต้องมาคอยกังวลว่า การเลือกตอบที่ไม่เหมาะสมนั้น จะทำให้คาแรกเตอร์ที่เราเล่นได้หลุดจากพฤติกรรมดั้งเดิมหรือไม่

นอกจากนี้ แม้ไม่ใช่เกมแนว RPG ก็ยังมีตัวละครใบ้อีกมากมายที่โด่งดังในวงการเกม ไม่ว่าจะเป็น Gordon Freeman จาก Half-Life, Claude จาก Grand Theft Auto III, Chell จาก Portal, Link จาก The Legend of Zelda และคาแรคเตอร์อื่น ๆ อีกมากมาย ซึ่งพวกเขาล้วนมีชื่อเสียง เพราะตัวละครดังกล่าวมีเอกลักษณ์เท่ ๆ ตรงที่เป็น “ใบ้” ไม่ยอมพูดคุยกับใคร ให้การกระทำของเราแสดงให้ NPC เห็นเอง
Silent Protagonist ระบบที่ควรเลิกใช้กับเกมสมัยใหม่ที่ดูสมจริง ?

แน่นอน ด้วยเทคโนโลยีที่พัฒนาไปไกลมากขึ้น ก็ย่อมทำให้เครื่องมือการสร้างเกม และฮาร์ดแวร์เกมคอนโซลมีความทรงพลังกว่าเดิม จนทำเกมยุคปัจจุบัน มีภาพกราฟิก และแอนิเมชันการเคลื่อนไหวที่สมจริง จนคนทั่วไปอาจไม่สามารถแยกได้ระหว่างภาพจากเกม หรือภาพจากรูปถ่ายจริง ๆ กันแน่
ด้วยขีดกำจัดการสร้างเกมที่สูงมากขึ้น การใส่เสียงพากย์ลงวิดีโอเกมจึงไม่ใช่สิ่งที่ “เป็นไปไม่ได้” อีกต่อไป ทำให้นับตั้งแต่ปี 2005 เป็นต้นมา ในสังคมเกมมักเปิดวงสนทนาอย่างต่อเนื่องในหัวข้อว่า “Silent Protagonist เป็นระบบที่ล้าหลังไปแล้วหรือไม่”

มีเกมเมอร์จำนวนไม่น้อย วิจารณ์ว่า Silent Protagonist เป็นระบบที่ล้าสมัย เพราะด้วยภาพกราฟิกที่สมจริงมากขึ้น การออกแบบให้ตัวละครเอกเป็นใบ้ จึงเป็นการทำลายความอินของเกม แล้วทำให้ฉากการสนทนาระหว่าง 2 คน มีบรรยากาศที่แปลกประหลาด เหมือน NPC กำลังสื่อสารกับเราผ่านทางจิต
นอกจากนี้ มีกรณีตัวอย่างให้เห็นหลายเกมแล้วว่า Silent Protagonist ไม่ได้เข้ากับทุกเกมเสมอไป ยกตัวอย่างจากประสบการณ์ส่วนตัวคือ Genshin Impact เกม RPG Open-World ของ HoYoverse ที่ตัวละครเอก (มีชื่อ Canon ว่า Aether/Lumine) เป็นใบ้ในเนื้อเรื่องกับเควสต์เสริมประมาณ 95% ของฉาก โดยบทสนทนาแบบมีเสียงพากย์จะอยู่ในหน้าต่าง “เรื่องราวของตัวละคร” ทั้งหมด

ส่วนตัวคิดว่า Aether/Lumine ไม่เหมาะสำหรับ Silent Protagonist เพราะ…
ตัวละครมีชื่อ ลักษณะนิสัย และการดีไซน์คาแรคเตอร์ที่ตายตัวอยู่แล้ว
ตัวละครหลักมีจุดมุ่งหมายในการผจญภัยชัดเจน ก็คือเดินทางเพื่อตามหาพี่น้องที่ถูกพลัดพรากจากไป ไม่ใช่เป็นการเดินทางที่ “ผู้เล่น” เป็นผู้ตัดสินใจเลือกเอง
ตัวเลือกบทสนทนาขาดความหลากหลาย แม้จะมีตัวเลือกให้ตอบ 2-4 ข้อ แต่การดำเนินเรื่องยังเป็นเส้นตรงเหมือนเดิม
ด้วยเหตุผลที่กล่าวมาทั้งหมด จึงมีความคิดเห็นว่าตัวละครเอก Genshin Impact ควรมีเสียงพากย์ในเนื้อเรื่อง เพราะเชื่อว่าจะทำให้เกมเมอร์อินไปกับเนื้อหาเกมได้มากกว่าการทำให้ตัวละครเป็นใบ้

แต่ก็มีบางเกม ที่เปลี่ยนตัวละครเอกจาก Silent Protagonist มาเป็น Full-Voice ก็ไม่ได้ผลเช่นกัน ซึ่งเกมนั้นก็คือ Fallout 4 ที่แม้มีกระแสตอบรับดีเยี่ยม แต่ก็โดนวิจารณ์ในด้านการตัดบทสนทนาให้มีตัวเลือกตอบน้อยลง
จากเดิมที่ Fallout มีตัวเลือกให้ตอบ “อย่างต่ำสุด” คือ 4 ข้อ ในเกมภาคนี้ ถูกจำกัดเลยว่ามีตัวเลือกให้ตอบสูงสุดเพียง 4 ข้อเท่านั้น แม้ทีมพัฒนาเกม Bethesda ไม่เคยบอกว่าทำไมจึงลดตัวเลือกให้ตอบเหลือ 4 ข้อ แต่เกมเมอร์หลายคนสันนิษฐานเชื่อว่า เพราะตัวละครเอกใช้เสียงพากย์แบบ Full-Voice จึงจำเป็นต้องลดปริมาณการเขียนบทสคริปต์ลง เพื่อรักษางบประมาณ และประหยัดเวลาในการพัฒนาเกม

ซึ่งดูเหมือนว่า Fallout 4 อาจจะเป็นเกมหลักภาคสุดท้ายที่ Bethesda จะออกแบบตัวละครเอกโดยมีเสียงพากย์ เพราะล่าสุด Todd Howard ผู้กำกับเกม ออกมายืนยันแล้วว่าตัวละครเอก Starfield จะเป็น Silent Protagonist หรือเป็นใบ้เหมือนเดิม ซึ่งการเผยข้อมูลดังกล่าว ก็มีกระแสตอบรับจากแฟน ๆ ที่แตกต่างกันไป โดยบางส่วนคิดว่าเป็นแนวทางที่เหมาะสมแล้ว บางส่วนก็คิดว่าเป็นฟีเจอร์ล้าสมัย ทำลายความสมจริงเช่นกัน

Silent Protagonist เป็นประเด็นที่มีการพูดคุยสนทนาในสังคมเกมมานานมากแล้ว และแน่นอน ความคิดเห็นของทั้งสองฝ่ายก็มีความสมเหตุสมผลเหมือนกัน เพราะส่วนตัวคิดว่าระบบดังกล่าว ถ้าหากใช้ผิดเกมหรือใช้ไม่เหมาะสม มันจะเป็นการทำลายประสบการณ์ความสมจริงแทนที่จะส่งเสริมให้เราอินไปกับเกมมากขึ้น แต่เนื่องจาก Silent Protagonist ยังใช้ได้ผลดีกับเกมหลายแนวได้จริง จึงเชื่อว่าเทรนด์ตัวละครใบ้จะไม่ให้ไปในเร็ว ๆ นี้อย่างแน่นอน
Tags: Silent Protagonist

#Silent #Protagonist #ตวละครใบเพมความอนใหเกม #หรอเปนระบบลาหลงไปแลว

Silent Protagonist ตัวละครใบ้เพิ่มความอินให้เกม หรือเป็นระบบล้าหลังไปแล้ว

Silent Protagonist หรือตัวละครใบ้ อยู่คู่วงการเกมมานานตั้งแต่ปี 1980 จนถึงปัจจุบัน แต่ด้วยเทคโนโลยีการสร้างเกมที่ล้ำมากขึ้น และภาพกราฟิกสมจริง กลายเป็นหนึ่งในองค์ประกอบสำคัญของวิดีโอเกม สังคมเกมจึงมีการตั้งคำถามโลกแตก ที่ยังหาคำตอบชัดเจนไม่ได้มาโดยตลอดว่า Silent Protagonist ยังมีความจำเป็นต่อเกมยุคนี้หรือไม่ ? และมันเป็นระบบที่เสริมความอิน หรือทำลายความสมจริงกันแน่ ?
Silent Protagonist ความเงียบที่ชนะใจเกมเมอร์

แม้ไม่มีประวัติความเป็นมาของ Silent Protagonist อย่างชัดเจน แต่มีความเป็นไปได้ว่าเทรนด์ตัวละครแนวดังกล่าว เริ่มมีการจุดกระแสโดยอิทธิพลจากตัวละคร Mario ใน Super Mario Bros. หนึ่งในเกมคลาสสิกตลอดกาลของ Nintendo
นอกจากนี้ เกมแนว RPG จากยุค 1980 เกือบทุกเกม ตัวละครเอกที่เราเล่นเองก็เป็น Silent Protagonist ไม่สามารถพูดได้ แต่จะสื่อสารกับ NPC ผ่านรูปแบบตัวอักษร แล้วมีการอัปเกรด เริ่มมีการสื่อสารผ่านท่าทาง ใบหน้า และการส่งเสียงร้องที่ไม่ชัดเจนแทน

สาเหตุที่เกมสมัยก่อนใช้วิธีนำเสนอตัวละครเอกเป็น Silent Protagonist ก็มีหลายปัจจัยด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นปัญหาด้านงบประมาณการสร้างเกมที่มีจำกัด ไม่มีเงินพอจ้างนักพากย์ หรือรักษาเวลาในการพัฒนาเกม แต่คาดว่าสาเหตุหลักที่ตัวละครเอกเป็นใบ้ในเกมยุคอดีต ก็คือ “ข้อกำจัดทางเทคโนโลยีหลายอย่าง” ที่ยังไม่เอื้อให้ทีมพัฒนาสามารถใส่เสียงพากย์จริง ๆ ลงในเกมได้
แม้เข้าสู่ยุคเกมคอนโซลเจเนอเรชันที่ 5 (PlayStation, Nintendo 64, SEGA Saturn) ซึ่งมีพลังฮาร์ดแวร์ กับเทคโนโลยีที่เปิดทางให้ผู้พัฒนาใส่เสียงพากย์ในเกมได้แล้ว แต่อีกหลายเกมก็ยังคงใช้ตัวละครเอก Silent Protagonist ต่อไป เพื่อรักษาแนวทางของการเล่าเรื่องไว้
Silent Protagonist ช่วยส่งเสริมความอินในเกมยุคแรก

Silent Protagonist มักพบเห็นในเกมแนว Visual Novel, เกมแอ็กชัน-ผจญภัย ทั้งมุมมองบุคคลที่ 1 กับ 3 และเกม RPG แต่เกมเมอร์หลายคน ไม่ปฏิเสธว่าตัวละครใบ้เหมาะสมสำหรับเกมแนว RPG Open-World ที่สุดแล้ว
หากอ้างอิงจากเกมเมอร์หลายคน สาเหตุที่ Silent Protagonist ใช้ได้ผลกับเกมแนว RPG Open-World (โดยเฉพาะเกมที่มีระบบสร้างตัวละครของตัวเอง) เพราะมันเสริมอรรถรสในการเล่นเกมได้ดีขึ้น เหมือนเรากำลังหลุดเข้าไปในโลกวิดีโอเกมของจริง ๆ ไม่ได้สวมบทบาทเป็นใครคนใดคนหนึ่ง

นอกจากนี้ เกม Open-World RPG ส่วนใหญ่ มักมีตัวเลือกคำตอบที่ค่อนข้างหลากหลายพอสมควร ยกตัวอย่างชัดเจนที่สุดคือ Fallout: New Vegas เกม RPG ของ Obsidian Entertainment ที่มีกระแสตอบรับดีในด้านการเขียนบท
แม้ตัวละครเอกใน New Vegas เป็นใบ้ แต่ด้วยบทสนทนาตอบกลับที่มีตัวเลือกมากมาย ตั้งแต่การตอบกลับแบบคนทั่วไป, ขู่แบบสุภาพ, ประชดประชัน หรือแม้การพูดจารุนแรง ทำให้เราสามารถเลือกได้ว่าอยากเป็นคนแบบไหนในโลกเกม อยากปฏิบัติตัวอย่างไรในโลกแฟนตาซี ซึ่งมันก็ก่อให้เกิดความรู้สึก “อิน” ระหว่างการเล่นเกม และไม่ต้องมาคอยกังวลว่า การเลือกตอบที่ไม่เหมาะสมนั้น จะทำให้คาแรกเตอร์ที่เราเล่นได้หลุดจากพฤติกรรมดั้งเดิมหรือไม่

นอกจากนี้ แม้ไม่ใช่เกมแนว RPG ก็ยังมีตัวละครใบ้อีกมากมายที่โด่งดังในวงการเกม ไม่ว่าจะเป็น Gordon Freeman จาก Half-Life, Claude จาก Grand Theft Auto III, Chell จาก Portal, Link จาก The Legend of Zelda และคาแรคเตอร์อื่น ๆ อีกมากมาย ซึ่งพวกเขาล้วนมีชื่อเสียง เพราะตัวละครดังกล่าวมีเอกลักษณ์เท่ ๆ ตรงที่เป็น “ใบ้” ไม่ยอมพูดคุยกับใคร ให้การกระทำของเราแสดงให้ NPC เห็นเอง
Silent Protagonist ระบบที่ควรเลิกใช้กับเกมสมัยใหม่ที่ดูสมจริง ?

แน่นอน ด้วยเทคโนโลยีที่พัฒนาไปไกลมากขึ้น ก็ย่อมทำให้เครื่องมือการสร้างเกม และฮาร์ดแวร์เกมคอนโซลมีความทรงพลังกว่าเดิม จนทำเกมยุคปัจจุบัน มีภาพกราฟิก และแอนิเมชันการเคลื่อนไหวที่สมจริง จนคนทั่วไปอาจไม่สามารถแยกได้ระหว่างภาพจากเกม หรือภาพจากรูปถ่ายจริง ๆ กันแน่
ด้วยขีดกำจัดการสร้างเกมที่สูงมากขึ้น การใส่เสียงพากย์ลงวิดีโอเกมจึงไม่ใช่สิ่งที่ “เป็นไปไม่ได้” อีกต่อไป ทำให้นับตั้งแต่ปี 2005 เป็นต้นมา ในสังคมเกมมักเปิดวงสนทนาอย่างต่อเนื่องในหัวข้อว่า “Silent Protagonist เป็นระบบที่ล้าหลังไปแล้วหรือไม่”

มีเกมเมอร์จำนวนไม่น้อย วิจารณ์ว่า Silent Protagonist เป็นระบบที่ล้าสมัย เพราะด้วยภาพกราฟิกที่สมจริงมากขึ้น การออกแบบให้ตัวละครเอกเป็นใบ้ จึงเป็นการทำลายความอินของเกม แล้วทำให้ฉากการสนทนาระหว่าง 2 คน มีบรรยากาศที่แปลกประหลาด เหมือน NPC กำลังสื่อสารกับเราผ่านทางจิต
นอกจากนี้ มีกรณีตัวอย่างให้เห็นหลายเกมแล้วว่า Silent Protagonist ไม่ได้เข้ากับทุกเกมเสมอไป ยกตัวอย่างจากประสบการณ์ส่วนตัวคือ Genshin Impact เกม RPG Open-World ของ HoYoverse ที่ตัวละครเอก (มีชื่อ Canon ว่า Aether/Lumine) เป็นใบ้ในเนื้อเรื่องกับเควสต์เสริมประมาณ 95% ของฉาก โดยบทสนทนาแบบมีเสียงพากย์จะอยู่ในหน้าต่าง “เรื่องราวของตัวละคร” ทั้งหมด

ส่วนตัวคิดว่า Aether/Lumine ไม่เหมาะสำหรับ Silent Protagonist เพราะ…
ตัวละครมีชื่อ ลักษณะนิสัย และการดีไซน์คาแรคเตอร์ที่ตายตัวอยู่แล้ว
ตัวละครหลักมีจุดมุ่งหมายในการผจญภัยชัดเจน ก็คือเดินทางเพื่อตามหาพี่น้องที่ถูกพลัดพรากจากไป ไม่ใช่เป็นการเดินทางที่ “ผู้เล่น” เป็นผู้ตัดสินใจเลือกเอง
ตัวเลือกบทสนทนาขาดความหลากหลาย แม้จะมีตัวเลือกให้ตอบ 2-4 ข้อ แต่การดำเนินเรื่องยังเป็นเส้นตรงเหมือนเดิม
ด้วยเหตุผลที่กล่าวมาทั้งหมด จึงมีความคิดเห็นว่าตัวละครเอก Genshin Impact ควรมีเสียงพากย์ในเนื้อเรื่อง เพราะเชื่อว่าจะทำให้เกมเมอร์อินไปกับเนื้อหาเกมได้มากกว่าการทำให้ตัวละครเป็นใบ้

แต่ก็มีบางเกม ที่เปลี่ยนตัวละครเอกจาก Silent Protagonist มาเป็น Full-Voice ก็ไม่ได้ผลเช่นกัน ซึ่งเกมนั้นก็คือ Fallout 4 ที่แม้มีกระแสตอบรับดีเยี่ยม แต่ก็โดนวิจารณ์ในด้านการตัดบทสนทนาให้มีตัวเลือกตอบน้อยลง
จากเดิมที่ Fallout มีตัวเลือกให้ตอบ “อย่างต่ำสุด” คือ 4 ข้อ ในเกมภาคนี้ ถูกจำกัดเลยว่ามีตัวเลือกให้ตอบสูงสุดเพียง 4 ข้อเท่านั้น แม้ทีมพัฒนาเกม Bethesda ไม่เคยบอกว่าทำไมจึงลดตัวเลือกให้ตอบเหลือ 4 ข้อ แต่เกมเมอร์หลายคนสันนิษฐานเชื่อว่า เพราะตัวละครเอกใช้เสียงพากย์แบบ Full-Voice จึงจำเป็นต้องลดปริมาณการเขียนบทสคริปต์ลง เพื่อรักษางบประมาณ และประหยัดเวลาในการพัฒนาเกม

ซึ่งดูเหมือนว่า Fallout 4 อาจจะเป็นเกมหลักภาคสุดท้ายที่ Bethesda จะออกแบบตัวละครเอกโดยมีเสียงพากย์ เพราะล่าสุด Todd Howard ผู้กำกับเกม ออกมายืนยันแล้วว่าตัวละครเอก Starfield จะเป็น Silent Protagonist หรือเป็นใบ้เหมือนเดิม ซึ่งการเผยข้อมูลดังกล่าว ก็มีกระแสตอบรับจากแฟน ๆ ที่แตกต่างกันไป โดยบางส่วนคิดว่าเป็นแนวทางที่เหมาะสมแล้ว บางส่วนก็คิดว่าเป็นฟีเจอร์ล้าสมัย ทำลายความสมจริงเช่นกัน

Silent Protagonist เป็นประเด็นที่มีการพูดคุยสนทนาในสังคมเกมมานานมากแล้ว และแน่นอน ความคิดเห็นของทั้งสองฝ่ายก็มีความสมเหตุสมผลเหมือนกัน เพราะส่วนตัวคิดว่าระบบดังกล่าว ถ้าหากใช้ผิดเกมหรือใช้ไม่เหมาะสม มันจะเป็นการทำลายประสบการณ์ความสมจริงแทนที่จะส่งเสริมให้เราอินไปกับเกมมากขึ้น แต่เนื่องจาก Silent Protagonist ยังใช้ได้ผลดีกับเกมหลายแนวได้จริง จึงเชื่อว่าเทรนด์ตัวละครใบ้จะไม่ให้ไปในเร็ว ๆ นี้อย่างแน่นอน
Tags: Silent Protagonist

#Silent #Protagonist #ตวละครใบเพมความอนใหเกม #หรอเปนระบบลาหลงไปแลว


สังเคราะห์: Vik News

Vik News

Viknews Vietnam เชี่ยวชาญในการแบ่งปันความรู้ที่เป็นประโยชน์เกี่ยวกับการแต่งงาน - ครอบครัว ความงาม ประสบการณ์การเป็นแม่ การดูแลโภชนาการระหว่างตั้งครรภ์ ก่อนและหลังคลอด ลิปสติก นมผึ้ง บ้าน และเฟอร์นิเจอร์ (ประตูไม้ โคมไฟระย้าตกแต่ง โต๊ะอาหาร ตู้ครัว.. )……

Trả lời

Email của bạn sẽ không được hiển thị công khai.

Back to top button